Westworld การพัฒนาขั้นสุดของ social media

Westworld การพัฒนาขั้นสุดของ social media

Spoiler alert!! บทความนี้เปิดเผยเนื้อหาสำคัญของซี่รี่ส์

Westworld เป็นซีรี่ส์ big name จากค่าย HBO ออกมา 2 ซีซั่นละ แล้วก็คิดว่าน่าจะยังไปต่อได้อีกหลายซีซั่นอยู่ ขอเล่าเรื่องย่อๆ เพื่อประกอบการเขียนในครั้งนี้

ซีรี่ส์นี้เล่าเรื่องอนาคตอันใกล้ บริษัทชื่อ Dalos ได้เปิดสวนสนุกขึ้นชื่อว่า westworld  (โลกตะวันตก มีคาวบอย อินเดียนแดงเป็นตัวดำเนินเรื่อง ในซีซั่น 2 มีเปิดออกมาว่ามี eastworld ด้วย 2 versions คือเป็นญี่ปุ่นยุคโชกุน กับอินเดียยุคอาณานิคม) ในสวนสนุกนี้ลูกค้าที่เข้ามาจะได้ทำภารกิจแบบเกม open world (เช่นเกม GTA, Far Cry เป็นต้น) ก็คือคุณสามารถเข้ามาใช้ชีวิตจำลองในสถานที่แห่งนี้ คุณจะรีบกลับออกไปก็ได้ (รีบทำภารกิจหลักให้เสร็จ) หรือคุณจะอยู่เพลิดเพลินยาวๆ (ทำภารกิจย่อย side mission ไปเรื่อยๆ) ซึ่งตัวละครทั้งหมดในสวนสนุกแห่งนี้ (ที่ไม่ใช่ลูกค้า) คือหุ่น android ที่ทำเสมือนจริงมาก รูปร่างหน้าตาทุกอย่างเหมือนคนจริง และสัตว์จริง มีความรู้สึกจริง เจ็บจริง ตายจริง โดยที่ความสมจริงที่สุดก็คือหุ่นพวกนี้ไม่รู้ว่าตัวเองเป็นหุ่น เนื้อหาสำคัญส่วนหนึ่งของเรื่องก็คือการที่หุ่นบางตัวตื่นขึ้นมาในจังหวะที่มีการซ่อมแซมโดยเจ้าหน้าที่ดูแล ทำให้ตัวเองรู้ว่าจริงๆ แล้วชีวิตที่เขาดำเนินอยู่คือเรื่องสมมติที่สร้างขึ้น... แต่นั่นไม่ใช่ประเด็นของบทความนี้

ในซีซั่น 2 มีการเปิดเผยถึงขั้นตอนการสร้างสวนสนุกแห่งนี้ โดยนักพัฒนาหุ่น android ควบคู่กับ ai ในการควบคุมสมองของหุ่นได้ทำการสร้างสถานการณ์จำลองเพื่อขายไอเดียนี้ให้กับนักลงทุน James Dalos (ผมข้ามการเล่าเรื่องบางส่วนไปนะครับ) เพื่อให้เขามาลงทุนกับโปรเจ็คต์นี้ โดยประเด็นที่นักพัฒนาขายก็คือ เมื่อลูกค้าได้เข้ามาในสวนสนุกแห่งนี้แล้วสามารถใช้ชีวิตได้จริงๆ (ซึ่งส่วนใหญ่คนที่เข้ามาในเรื่องก็มักจะแสดงสันดานดิบออกมา เช่น ฆ่า / ข่มขื่น / ทารุณกรรม หุ่น android เพราะคิดว่าทุกการกระทำคือความสะใจที่ไม่มีผลกรรมต่อเนื่อง) ทางบริษัทจะสามารถนำ data เหล่านี้มาสร้างแบบจำลองถึงการตัดสินใจเพื่อเสนอขายสินค้าให้กับลูกค้าคนนั้นๆ ได้ เพราะนักพัฒนาคิดว่าจุดบกพร่องของ big data ที่ใช้วิเคราะห์ข้อมูลบุคคลก็คือการขาดการตีความในเรื่องการตัดสินใจของบุคคลในสถานการณ์ที่ extreme หากสามารถนำจุดนี้มาวิเคราะห์ได้ก็จะสามารถ personalize พฤติกรรมคนได้อย่างแท้จริง

(ในซีรี่ส์จริงๆ concept ไปไกลมากกว่านี้นะ แต่ขอข้ามไป)

ซีรี่ส์นี้พัฒนาบทโดย Jonathan Nolan (น้อง Christopher) ที่เป็นคนเขียนบทหนังให้พี่ชายกำกับเกือบทุกเรื่อง โดยนำเค้าโครงมาจากภาพยนตร์ยุค 70s ในชื่อเดียวกัน ผมชอบไอเดียขั้นสุดของเรื่องนี้ตรงที่เขาสามารถจับประเด็นสำคัญของยุคอย่างการเก็บ data ของบริษัทที่ให้บริการ social media มาเป็นตัวผูกเรื่องให้เห็นความเป็นไปได้ขั้นสุดของการนำข้อมูลส่วนบุคคลมาใช้ประโยชน์ในเชิงการตลาด

ซีรี่ส์นี้พัฒนาบทโดย Jonathan Nolan (น้อง Christopher) ที่เป็นคนเขียนบทหนังให้พี่ชายกำกับเกือบทุกเรื่อง โดยนำเค้าโครงมาจากภาพยนตร์ยุค 70s ในชื่อเดียวกัน ผมชอบไอเดียขั้นสุดของเรื่องนี้ตรงที่เขาสามารถจับประเด็นสำคัญของยุคอย่างการเก็บ data ของบริษัทที่ให้บริการ social media มาเป็นตัวผูกเรื่องให้เห็นความเป็นไปได้ขั้นสุดของการนำข้อมูลส่วนบุคคลมาใช้ประโยชน์ในเชิงการตลาด

ทุกวันนี้มีการพูดถึงกันมากในกรณีที่ Facebook นำข้อมูลส่วนบุคคลมาใช้เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับบริษัทโดยที่เจ้าของข้อมูลนั้นไม่รู้ (จริงๆ แล้ว Facebook เขียนไว้นะ แต่แค่ไม่มีใครอ่าน ได้แต่ติ๊ก agree ไป) เมื่อเกิดกรณี Cambridge Analytica นำข้อมูลนี้ไปใช้ในแคมเปญหาเสียงของ Donald Trump เรื่องจึงแดงขึ้นมา concept ของการหาเสียง Trump ง่ายๆ ก็คือไม่เลือกเราเขามาแน่แทนที่จะบอกว่า Trump ดียังไง ก็ให้บอกว่า Hilary ไม่ดียังไงจะสามารถดึงเสียงคนที่ยังกลางๆ ได้ง่ายกว่า เช่น คนที่ชอบเดโมแครตแต่ไม่เห็นด้วยกับสงครามก็โฆษณา (ผ่าน FB) ว่า Hilary คือคนที่เซ็นส่งทหารไปอิรัก หรือเดโมแครตที่ยังอนุรักษ์นิยมอยู่หน่อย ก็ยิงโฆษณาเกี่ยวกับชีวิตสมรสของ Hilary ที่ไท่ค่อยเวิร์ค ซึ่งข้อมูลที่หลุดไปเป็นผลมาจากที่บริษัทนึงทำ quiz app ขึ้นมา คล้ายพวก app sanook  ที่แบบมีเซตคำถามง่ายๆ เมื่อตอบครบเซตก็จะสุ่มข้อความมาบอกคุณว่าคุณมีนิสัยแบบไหน ทีนี้คนเล่น quiz นี้มีประมาณ 7 แสนคน แต่ใน app มีการระบุว่า app สามารถเข้าถึงรายชื่อเพื่อนของผู้เล่นได้ ทำให้ให้จาก 7 แสนคน ก็เด้งไปเป็นกว่า 70 ล้านคน แล้วนำข้อมูลนี้ไปขายให้ Cambridge Analytica (อเมริกามีประชากรประมาณ 150 ล้านคน ประมาณ 60% มีสิทธิ์เลือกตั้ง เพราะฉะนั้นก็เป็นไปได้ว่าข้อมูลที่ถูกนำมาวิเคราะห์เพื่อสร้างแคมเปญมีจำนวนเกินครึ่งของผู้มีสิทธิ์เลือกตั้ง) ทำให้แคมเปญนี้ประสบความสำเร็จมากเพราะใช้แค่โฆษณา FB ที่เจาะความสนใจของคนได้จริง เมื่อเทียบกับ big campaign ในเชิงอุดมการณ์เท่ของเดโมแครตที่ต้องใช้สื่อทั่วไป

สิ่งที่ผมคิดว่าเรา (ในที่นี้คือคนที่ใช้ social media ทุกคน) ควรพิจารณาก็คือว่า บริการพวกนี้ไม่ฟรีนะ ทันทีที่คุณให้ข้อมูลใดๆ ก็ตามลงไป หรือแม้จะไม่ได้ให้ตรงไปตรงมาอย่างพฤติกรรมการเข้าเวบ ส่องใครซักคน...ผู้ให้บริการเขารู้หมดนะ ความเป็นส่วนตัวคือค่าใช้จ่ายที่ทุกคนต้องแบกรับ แต่จะมองไม่เห็นก็ตาม ยังไงเขาก็ต้องนำเรื่องเหล่านี้มาใช้ประโยชน์ไม่มีทางที่เขาจะเก็บไว้เฉยๆ พอเราตายก็ส่งคืนหรอก ดังนั้นต้องเลือกให้ดีว่าเราควรจะเปิดเผยสิ่งใดออกไป และอ่านข้อความที่เป็นข้อกำหนดของผู้ให้บริการให้ดี

เกร็ด...

log out : FB / google และใช้ vpn ทุกครั้งเมื่อดูเวบต้องห้าม

อย่าใช้ wifi สาธารณะในการทำธุรกรรมการเงิน (หรือใดๆ ก็ตามที่ต้องกรอก password เข้าข้อมูลสำคัญ)

#SomKrobKid #KnowledgeSharing

picture credit : www.esquire.com

www.unsplash.com