จาก ผู้นำองค์กรในฐานะ Brand Ambassador : กรณีศึกษาจากพรรคอนาคตใหม่ และพรรคเศรษฐกิจใหม่

จาก ผู้นำองค์กรในฐานะ Brand Ambassador : กรณีศึกษาจากพรรคอนาคตใหม่ และพรรคเศรษฐกิจใหม่

ช่วงนี้ได้มีโอกาสได้ไปช่วยดูแล Facebook เพจของ SME เจ้านึง (ขออนุญาตไม่เอ่ยนาม) ซึ่งสินค้าของเขาเป็นสินค้าที่ค่อนข้าง Niche ทั้งยังเกิดจากอุดมการณ์อันแรงกล้าที่จะพัฒนาวงการให้สินค้าประเภทนี้ได้มีพื้นที่ที่เปิดกว้างมากขึ้น จับพลังได้เลยว่าเจ้าของ passion มาเต็ม ส่วนตัวเขาเองก็ถือว่ามีชื่อเสียงอยู่ในวงการนี้พอสมควร การทำให้สินค้านี้มีชื่อเสียงขึ้นมาในวงการที่เป็นอยู่จึงไม่ใช่เรื่องยากอะไร โดยลักษณะในการสื่อสาร (อันนี้โฟกัสแค่ในเพจนะครับ) จึงมีลักษณะเหมือนกับว่าตัวเจ้าของกำลังสื่อสารกับลูกเพจอยู่ คล้ายกับพวกเพจของ influencer ทั่วไป อารมณ์แบบอีเจี๊ยบ อีจ่าเอาเรื่องราวต่างๆ มาเล่า ลูกเพจก็เม้นต์กันสนุกสนาน เมื่อต้องมีคนนอกอย่างทีมงานเอเจนซี่เข้าไปช่วยบริหารจัดการ ซึ่งจะเกี่ยวข้องกับพวกการทำโปรโมตต่างๆ คนนอกจึงต้องพยายามนำ mood แบบเจ้าของเข้าไปจับ ซึ่งแน่นอนว่ามันย่อมมี gap อยู่บ้าง ลูกเพจที่เป็น top fan ย่อมพอดูออกว่าใครเป็นใคร จุดนี้เราจึงต้องมีการประชุมกันใหม่ว่าเราจะวางท่าทีกันอย่างไร...สร้างความชัดเจนไปเลยว่าโพสต์แบบนี้คือแอดมินที่มีท่าทีแบบขายของ (คนนอกนะ) โพสต์แบบนี้คือเจ้าของชวนคุยนะ หรือถ้าไม่อยากเปลี่ยนท่าที ควรต้องจ้างพนักงานที่มีโอกาสทำงานใกล้ชิดกับบริษัทมากกว่ามาแทนมั้ย? แล้วเราก็ดูแลเรื่องการซื้อสื่อให้เพียงอย่างเดียว...

กรณีเช่นนี้ถือเป็นเคสเบสิคในเรื่องของผู้นำองค์กรมีสถานะเป็นเหมือน Brand Ambassador ด้วยตัวเอง (ประมาณ Steve Jobs) ข้อดีคือคนจดจำและสัมผัสได้ง่าย ข้อเสียคือหากผู้นำเป็นอะไรไป แล้วโอนภาพลักษณ์ไม่ทันแบรนด์ก็ขาดที่ยึดเหนี่ยว...เพื่อให้เข้ากับสถานการณ์ในประเทศไทยปัจจุบัน ผมขอยกตัวอย่างจาก พรรคการเมืองขวัญใจคนรุ่นใหม่ 2 พรรคว่า เขาจะนำมาเป็นกรณีศึกษาเช่นนี้ได้อย่างไรบ้าง

เริ่มจากพรรคเศรษฐกิจใหม่ คุณมิ่งขวัญถือเป็นผู้นำในฐานะ Brand am เต็มขั้น ทุกสื่อ ทุกการดีเบตลุงมิ่งเป็นคนออกหน้าด้วยตัวเอง จากความเข้าใจตอนแรกดูเหมือนว่าลุงมิ่งเป็นเหมือนเจ้าของกิจการ แต่ภายหลังก็ได้ทราบว่าจริงๆ แล้ว พรรคนี้เปรียบเทียบเหมือนองค์กรหนึ่งที่จ้าง CEO คนนอกอย่างลุงมิ่งเข้ามาบริหาร เราจึงได้รู้ว่าแท้จริงแล้วเจ้าของเป็นบุคคลอื่น ถ้านับในแง่การบริหารแล้วก็นับว่าประสบความสำเร็จนะ จากพรรคที่ไม่มีใครรู้จัก ลุงมิ่งในฐานะ CEO ก็สามารถจุดกระแสให้พรรคนี้สามารถได้รับเสียงเลือกตั้งมาเกือบ 5 แสนเสียง ในระยะเวลาเพียงไม่กี่เดือนก่อนการเลือกตั้ง ซึ่งกระแสสังคมกำลังพลิกมาทางฟากที่ต้องการประชาธิปไตย เมื่อแบรนด์ลุงมิ่ง = พรรคเศรษฐกิจใหม่ = ฟากประชาธิปไตย หากเจ้าของกิจการต้องการเปลี่ยนทิศทาง เท่ากับว่าต้องรีแบรนด์ ซึ่งต้องใช้เวลาและไม่สามารถใช้ CEO คนเดิมได้ เพราะภาพลักษณ์ลุงมิ่งแข็งแรงเกินไปที่จะเปลี่ยนในระยะเวลาอันสั้น แล้วจะกลายเป็นผลเสียทั้งต่อตัวพรรค (ในฐานะองค์กร) และลุงมิ่ง (ในฐานะ CEO)

พรรคอนาคตใหม่มีข้อแตกต่างตรงประเด็นนี้มาก คุณธนาธรเล่าว่าตอนเริ่มก่อตั้งพรรคมีหุ้นส่วนกัน 3 คน เท่ากับว่าความเป็นเจ้าของชัดเจนมาตั้งแต่ต้น ในทุกสื่อ ทุกการดีเบตคุณธนาธรไปเอง (มีแบ่งให้อาจารย์ปิยบุตรกับคุณช่อบ้าง) แต่ว่าในการสื่อสารระดับย่อย มีการให้ลูกพรรคไปสื่อสารเองด้วย แม้ว่าความยึดโยงกับพื้นที่จะมีน้อยเมื่อเทียบกับพรรคการเมืองดั้งเดิมก็ตาม แต่ว่าสมการของพรรคอนาคตใหม่ในฐานะองค์กรเป็นดังนี้ คุณธนาธร = อุดมการณ์ประชาธิปไตย = พรรคอนาคตใหม่ ดังนั้น branding ที่ถูกสื่อออกไปจึงมีความเป็นนามธรรมมากกว่า และที่สำคัญคืออนาคตใหม่ = กระแสประชาธิปไตย ไม่ใช่การอิงกระแสแต่เป็นการสร้างกระแสให้เกิดขึ้น

#ลุงมิ่งใจดี กับ #ฟ้ารักพ่อ พูดถึงผู้นำองค์กรในฐานะbrand am เหมือนกัน สิ่งที่ทำให้แตกต่างก็คือหากผู้นำพูดโดยใช้ประเด็นย่อยเป็นตัวนำย่อมเท่ากับว่า ผม (ในฐานะองค์กร) มีความคิดแบบนี้ แต่หากผู้นำพูดโดยใช้ประเด็นใหญ่เป็นตัวนำ ย่อมเป็น ผม (ในส่วนหนึ่งขององค์กร) มีความคิดแบบนี้ ท่าทีการรับรู้ของคนย่อมต่างกัน แล้วผู้นำองค์กรก็จะไม่จำเป็นต้องมาแบกรับทุกอย่างไว้เอง

ฝากไว้เป็นแนวคิดในการทำธุรกิจในยุคปัจจุบันที่คนมองมาที่ influencer เป็นผู้มีอิทธิพลทางความคิด การกำหนดท่าทีตั้งต้นของการแสดงความเป็นเจ้าของจึงมีความสำคัญ ว่าความเป็น influence จะอยู่ที่ตัวบุคคล หรือจะไปอยู่ที่ branding ซึ่งสามารถถ่ายโอนไปที่ influencer คนอื่นๆ ได้เช่นกัน

#สมครบคิด #influencerseries