BIG Data แนวคิดและการสร้างประโยชน์

BIG Data แนวคิดและการสร้างประโยชน์

จาก topic ยอดฮิตที่ว่ากันว่าจะเป็นเทรนด์ขับเคลื่อนโลกยุคต่อไป...Big Data, iOT, ai และ VR ครั้งนี้ขอแตะเรื่อง Big Data ก่อนเป็นอันดับแรก เพราะอยู่ดีๆ ผมก็เกิด intuition (การตระหนักรู้โดยบัดดล) เข้าใจเรื่องนี้ขึ้นมาดื้อๆ เฉยเลย

ย้อนกลับไปไม่กี่ปีก่อน ตอนที่หัวข้อเรื่อง global warming เริ่มเข้ามาอยู่ในหน้าสื่อให้ทุกคนได้รู้ถึงภัยจากภาวะโลกร้อน มีอยู่ธุรกิจหนึ่งที่คาดเกือบไม่ถึงว่าเป็นธุรกิจแรกๆ ที่ตระหนักถึงปัญหาของภาวะโลกร้อน และนำประเด็นนี้ไปเป็นนโยบาย R&D ของบริษัทก่อนที่หลายคนรู้ว่ามีประเด็นนี้เกิดขึ้นบนโลก...ธุรกิจที่ตระหนักเป็นเจ้าแรกๆ เลยคือ ธุรกิจประกัน...เชื่อมะ ไม่ใช่ธุรกิจประเภทเชิงโรงงานอุตสาหกรรมด้วย แต่เป็นธุรกิจประกันเพราะว่า ทุกๆ การเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิโลกจะทำให้เกิดโรคภัยไข้เจ็บแปลกๆ ตามมาอยู่เสมอ ทำให้เวลาการคำนวนประกันชีวิต ความเสี่ยงของผู้ทำประกันย่อมมีมากขึ้น และเรื่องโรคแปลกๆ แบบนี้โปรแกรมคำนวนย่อมไม่สามารถใส่ตัวแปรเข้าไปได้ (ก็ไม่รู้นิว่ามันคือความเสี่ยง) การวิจัยเรื่องผลกระทบจากภาวะโลกร้อนจึงได้รับความสนใจจากธุรกิจประกันเป็นธุรกิจแรกๆ

กลับมาที่ Big Data...ในวิธีคิดแบบธุรกิจ แนวคิดหรือความหมายคืออะไร คงไม่สำคัญไปกว่าเราจะนำ Big Data มาใช้ประโยชน์ได้อย่างไร...แนวคิดง่ายๆ (แต่ปฏิบัติยาก) ของ Big Data คือการบันทึกทุกพฤติกรรมออนไลน์ของ คน-สังคม... หรืออื่นๆ ที่อยากนำมาคำนวน เช่น สภาพจราจร เป็นต้น มาประเมินเป็นความน่าจะเป็นว่าคนๆ นั้น หรือประเด็นนั้นๆ คือ potential target ของผู้ใช้ประโยชน์จาก big data (งงล่ะสิ)

ตัวอย่างง่ายๆ ประชากรที่ใช้ Facebook ในกรุงเทพฯ มีอยู่ประมาณ 16 ล้านคน ผมทดลองซื้อโฆษณาเฟซบุ๊ค โดยเลือก interest แบบ narrow (การบีบ target ให้แคบ ให้ได้คนที่อยู่ในจุด intersect ของตัวแปรที่กำหนด) ในสิ่งที่ดู contrast กันมากแบบขัดสามัญสำนึกอย่าง “คนเคร่งศาสนา” กับ “บิกินี่” เชื่อมั้ยว่าคนที่สนใจ 2 สิ่งนี้พร้อมกันมีจำนวน 2 หมื่นคน (การชอบนั่งสมาธิไม่ได้แปรผันทางลบกับการซื้อบริการทางเพศนะครับ) หรือตัวแปรอย่าง “CSR” “จบปริญญาโท” และ “รอยสัก” ก็มีจำนวนเกือบแสนคน...เป็นไปได้เหรอ ที่คนจำนวนมากจะสนใจเรื่องที่มัน contrast กันแบบนี้

นี่แหละคือ Big Data แล้วธุรกิจใดที่นำเรื่องนี้มาใช้ประโยชน์เป็นเจ้าแรกๆ กันล่ะ...ผมว่าอาจยังไม่ชัดเจนว่าธุรกิจแบบไหนที่นำมาใช้ประโยชน์เป็นลำดับต้นๆ แต่ผมคิดว่าธุรกิจแฟชั่นคือธุรกิจที่สามารถนำ Big Data มาใช้ประโยชน์ได้มาก เพราะแฟชั่นเป็นเรื่องของเทรนด์

วงการแฟชั่นในขนบเดิมที่เริ่มต้นจากดีไซเนอร์ออกแบบ - โชว์ชุดผ่านนายแบบ นางแบบที่ runway - ออกเป็น collection ใช้เวลาตามรูปแบบนี้กว่า 3-6 เดือน (ดูไม่น่าเชื่อนะ สำหรับปัจจุบัน) แต่ตอนนี้ process ทั้งหมดที่กล่าวมาคือทันทีทันใด (คือจาก runway แล้วออกเป็น collection เลย) ส่วนหนึ่งคงต้องบอกว่าเป็นผลกระทบจากแบรนด์ ZARA ด้วย ที่ส่งทีมงานไปดูแฟชั่นโชว์ทั่วโลกแล้วรีบก้อปรีบออกก่อนที่แบรนด์นั้นๆ จะเริ่มวาง

(ผมตกเป็นเหยื่อเวบนี้ เพราะเขาเอาเสื้อลาย Darth Vader กับ Negan ตัวร้ายจาก The Walking Dead มาขายใน IG)

การกระทำแบบนี้ถือเป็นการฉีกขนบแบบเดิม การมองหาเทรนด์แล้วชิงออกแบบแฟชั่นโดยการคาดการณ์แล้วย้ำสิ่งที่ขายได้ แต่สำหรับแฟชั่นแบรนด์ชั้นนำแน่นอนว่าเรื่องนี้คงยังเป็นที่ถกเถียงกันได้อยู่เหมือนไก่กับไข่ เพราะบางทีเซนส์ของดีไซเนอร์ก็อาจเป็นตัวกำหนดเทรนด์ได้มากกว่าการจับรูปแบบพฤติกรรมในสังคมของระบบคอมพิวเตอร์ หรือการใช้ข้อมูลทางการขายมาเป็นตัวตั้งแบบ ZARA, UNIQLO

credit:

https://www.youtube.com/watch?v=eVSfJhssXUA

https://www.lynda.com/Data-Science-tutorials/three-Vs-big-data/158656/190769-4.html?utm_medium=integrated-partnership&utm_source=slideshare

https://channels.theinnovationenterprise.com/articles/8230-big-data-hits-the-runway-how-big-data-is-changing-the-fashion-industry

http://www.iamwire.com/2017/01/big-data-fashion-industry/147935

credit picture:

https://teechip.com/

Markus Spike : https://unsplash.com