5 เรื่องสำคัญเพื่อป้องกันการโดน disrupt

5 เรื่องสำคัญเพื่อป้องกันการโดน disrupt

disrupt...คำๆ นี้ถูกใช้ไปทุกวงการ แล้วมันสำคัญอย่างไร? ผมเชื่อว่าปัจจุบันเรากำลังอยู่ในยุคเปลี่ยนผ่าน เป็นความจริงใหม่ (New Reality) ที่เรายังไม่สามารถจินตนาการถึงได้อย่างชัดเจน เปรียบเทียบกับคนในยุคเกษตรกรรมคงไม่สามารถจินตนาการได้ว่าโรงงานอุตสาหกรรมจะมาเปลี่ยนวิถีชีวิตเขาไปอย่างไร และนี่คือวิธีคิดที่ผมมองว่าไม่ว่าโลกจะเปลี่ยนไปอย่างไรหากเราคิดเช่นนี้เราก็จะไม่เดือดร้อน

ผมเรียนและทำงานในสายที่รสนิยมมีส่วนสำคัญมาตลอด (ศิลปะ - อีเว้นต์ - โฆษณา) ถึงแม้ว่าในบางรายละเอียดเราจะสามารถประเมินในเชิงมูลค่าได้ เช่น ROI / จำนวน sponsorship etc... แต่ว่าก้อนใหญ่ที่ส่งผลต่อความรู้สึก (ทั้งคนรับสารเช่นลูกค้า - customer + consumer และคนทำงาน) มากที่สุดก็คือเรื่องนามธรรมอย่างรสนิยมนี่เอง

การทำงานร่วมกันหลายครั้งปัญหามักอยู่ที่รสนิยมไม่ตรงกัน ในงานสายครีเอทีฟนี่ชัดเจนมากถ้าเราชอบความลึกแนวๆ แบบหว่อง เราก็คงยี้กับความ dramatic ของละครไทย (บางเรื่อง) บางครั้งถ้าเรามองแต่ภาพใหญ่ที่ถูกมองว่าสำคัญมากกว่า เราก็อาจจะหงุดหงิดกับความจุกจิกในเรื่องเล็กๆ อย่างการสะกดคำถูก-ผิด (ซึ่งเป็นเรื่องใหญ่สำหรับบางคน) ไม่เพียงแต่สายงานสร้างสรรค์เท่านั้น แม้แต่งานที่มีขั้นมีตอน หรือมีหลักการชัดเจน รสนิยมก็มีส่วน เช่น พนักงานบัญชีของหลายบริษัทที่ผมพบเจอมา ที่เขามีวิธีการเข้าหาคนที่มาดีลด้วยหลากหลายมากแม้ว่าหลักการการบริหารจะไม่ต่างกันมากก็ตาม หรือแม้แต่เหมือนกันเลยในบางธุรกิจ (เทคคอร์สบัญชีมาแล้วรู้น่า)

เรื่องนี้สอนเราว่าเราควรเปิดใจให้กว้างยอมรับความหลากหลายของรสนิยมคน ซึ่งหากไม่ขัดกับรสนิยมของเราๆ ก็จะทำงานร่วมกันได้แบบมองปัญหาเป็นแค่ส่วนเกินของช่วงเวลา และหากเข้ากันไม่ได้จริงๆ เราก็สามารถก้าวต่อไปที่อื่นแบบไม่มีอะไรติดค้างต่อกัน

ภาพยนตร์แนะนำ : Whiplash บอกเลยว่าใครทำงานสายบันเทิงมาต้องเจอแบบอาจารย์หัวโล้นทุกคนแน่นอน

ผมคิดว่ามี 2 อย่างที่คนปกติทุกคนไม่มีทางรู้ได้เลย (แต่คนเพี้ยนเล็กๆ หรือคนที่ภาวนาสมาธิจะรู้ได้) ก็คือเราเชื่อเรื่องบางเรื่องไปได้อย่างไร

หนังผีเอเชียมักจะมาในทำนองหลอกหลอน คือผีเอเชียมักขี้อายอ่ะ มีอะไรอยู่ในใจไม่ค่อยบอกกันมาตรงๆ มักจะแบร่!! แฮ่!! ใส่กันเป็นส่วนใหญ่ ในขณะที่ผีอเมริกาใต้มักจะมาแบบชิลๆ ซึ้งๆ บอกลูกหลานแบบตรงไปตรงมาเสมือนว่ายังมีชีวิตอยู่ (ยกเว้นว่าประสงค์ร้ายนะ) อันนี้เป็นภาพใหญ่ในเรื่องความเชื่อที่ต่างกัน ผีเอเชียคือ horror แต่ผีอเมริกาใต้คือ magical realism

ข้ามจากเรื่องผีไป วิธีคิดของคนแทบทุกครั้งมีผลมาจากความเชื่อเป็นตัวตั้ง ซึ่งความเชื่อนี้เองเป็นสิ่งที่รับรู้ยากมากว่ามีที่มาที่ไปอย่างไร แต่ขอแนะวิธีง่ายๆ ถามสิ่งที่คนๆ นั้นชอบทำในช่วงเวลาว่างแบบเนียนๆ (ซึ่งคนมักชอบอวดกิจกรรมยามว่าง/งานอดิเรกของตัวเอง) แล้วพยายามตีความสิ่งที่เขาทำ

เรื่องนี้สอนเราว่าคนทุกคนมีเบื้องหลังของความคิด เราอย่าพยายามให้ใครคิดเหมือนเรา เครียดไปซะเปล่าๆ

ภาพยนตร์แนะนำ :  Skeleton Key, ตู้ซ่อนผี, Coco

ผมคิดว่าหัวใจของการขับรถคือการตัดสินใจ การถอยเข้าซอง การตีโค้ง จังหวะการเปลี่ยนเกียร์ คือเรื่องการฝึกฝน...ชีวิตก็เช่นกัน เราเชี่ยวชาญกับเรื่องบางเรื่องได้ แต่เราก็ไม่สามารถตัดสินใจกับเรื่องบางเรื่องได้เลย ในชีวิตคนจะต้องมี 1 ช่วงเวลาที่ทำให้เขาได้ตัดสินใจทำอะไรบางอย่างที่ยิ่งใหญ่กับตัวเขาเอง คนรำ่รวยที่อยู่สบายมาทั้งชีวิตต้องมาจับธุรกิจบางอย่างที่เขาชื่นชอบมาก ตัวเงินอาจไม่ใช่เรื่องชี้วัดความสำเร็จหรือล้มเหลว แต่การได้รับการยอมรับจากบางคน เช่น พ่อที่ประสบความสำเร็จมากๆ หรือยืนยันในสิ่งที่ตัวเองเชื่อ เป็นต้น ก็เป็นตัวแปรสำคัญว่าเขาจะตัดสินใจทำอะไรต่อ ภาวการณ์เช่นนี้เองที่จะทำให้เราอ่านออกและสามารถทำงานร่วมกับคนๆ นั้นได้อย่างดี

ภาพยนตร์แนะนำ : Life of Walter Mitty บุคคลศึกษา : Steve Jobs เป็นคนนิสัยแย่มากๆ เพื่อนก็ไม่มี เพื่อนที่เคยสนิทที่สุดอย่าง Steve Wozniak ก็ด่ายับ แต่มีคนชื่นชมในสิ่งที่เขาทำทั้งโลก

(ข้อความนี้เลียนแบบมาจากภาพยนตร์แนะนำ : Up in the Air)

ให้เราจินตนาการ...เอาสิ่งของสำคัญในชีวิตของเรายัดใส่กระเป๋าเดินทาง เริ่มจากอุปกรณ์ติดตัวทั่วไป...โทรศัพท์ แท็บเล็ต คอมพิวเตอร์ เสื้อผ้า เครื่องสำอางค์ ไปจนถึงรถยนตร์ บ้าน ที่ดิน เงินฝากทั้งหมด...เราเดินต่อไหวมั้ย ถ้าต้องแบกของเหล่านี้ แล้วถ้าเราจุดไฟเผาของทั้งหมดนี้ที่เรายัดใส่กระเป๋าลงไปล่ะ จะมีผลอย่างไรต่อชีวิตเรา...

เอาใหม่ จินตนาการเหมือนเดิม แต่เปลี่ยนจากของเป็นคน เริ่มจากพี่ร้านของชำ ยัดเขาเข้าไปซะ น้องร้านกาแฟที่เราสั่งทุกเช้า ป้าร้านตามสั่ง เรื่อยไปจนถึงกิ๊กทุกคนที่เคยคุย แฟนเก่า หน้าที่การงาน เพื่อนสนิท พ่อแม่ ลูก-เมีย...ไม่ต้องเผานะ แบกอย่างเดียว เราเดินต่อได้ไหม

ข้อความด้านบนอาจจะ extreme แต่ก็บ่งบอกสิ่งที่เราหลายคนเป็น คนที่ผ่านประสบการณ์มาเยอะอาจกำหนดได้ชัด แต่สำหรับคนทั่วไปอาจจะรู้ตัวเองได้เมื่อได้คบไปซักระยะ...คนทุกคนจะตั้งเป้าของความสัมพันธ์เอาไว้ในใจ แง่บวกอย่างเช่นอยากช่วยสอนคน (ตั้งตัวเองเป็นโค้ช หรือกูรู) แง่ลบก็อย่างเช่นอยากดึงประโยชน์แบบหลอกใช้เขา แง่กลางเป็นความสัมพันธ์แบบมืออาชีพ win-win สมประโยชน์กันทั้งสองฝ่าย

เรื่องนี้สอนเราว่าอย่ามอบชีวิตให้กับคนบางคนไป หากเรายังมองไม่ออกว่าเขาตั้งเป้าหมายของความสัมพันธ์ไว้แบบไหน

ถือเป็นการสรุปของทุกหัวข้อ ปลายทางของทุกคนต่างกัน ผมเคยสัมภาษณ์และคุยอย่างจริงจังกับคนหลายวงการที่เป้าหมายกับวิถีชีวิตเขาขัดกันอย่างไม่น่าเชื่อ...นักบอลที่ไม่ต้องการชัยชนะแต่อยากสร้างความบันเทิงให้กับคนดู ศิลปินแห่งชาติที่อยากรวยโดยมองว่าฝีมือทางศิลปะของเขาเป็นเพียงทางผ่าน เศรษฐีที่รวยเป็นแสนล้านเพราะแค่อยากเอาชนะเศรษฐีที่รวยตามขนบของสังคม นักร้องขวัญใจเก้งกวางที่อยากได้รับการยอมรับจากครอบครัว ฯลฯ

สุดท้ายแล้วจะ disrupt ขนาดไหนก็ช่าง แต่ความต้องการของคนไม่เปลี่ยนไปหรอก เปิดใจให้กว้างชีวิตก็จะสบายตัว

ข้อเสริม

...ใช้บริการสม ครบ คิด ซะ คนธรรมดาคิดแบบนี้ไม่ได้หรอก ผลลัพธ์ของเทคโนโลยีทำให้เป้าหมายของงานในปัจจุบันยากกว่าเดิมมาก...หลายเจ้าที่เคยเจอ หมอมาดูมีเดีย บัญชีมาดูงานอาร์ต ศิลปินมาดูบัญชี เราพร้อมทำความเข้าใจทุกคนครับ

#สมครบคิด #KnowledgeSharing