ทำไม HR ต้องจัด training (1) commonsense ที่คนทำงานองค์กรไม่มี

ทำไม HR ต้องจัด training (1) commonsense ที่คนทำงานองค์กรไม่มี

1 ในวงการแรกๆ ในฐานะ creative ของผมคือวงการ HR training ครับ เชื่อว่าทุกคนที่ทำงานบริษัท กินเงินเดือนทั่วๆ ไป ย่อมต้องเคยเข้ารับการ training ซักครั้ง แต่อาจจะไม่เคยรู้มาก่อนว่ามีบริษัทรับจัดเทรนนิ่งอยู่มากมายทั้งขนาดเล็ก ขนาดใหญ่ ข้ามชาติ...ผมสัมผัสได้ว่า mindset ของคนทั่วไปจะเป็นเรื่องของ HR ของบริษัทตัวเองจัดเพื่อสร้างสัมพันธ์ หรือเป็นการเรียนเพื่อความสามารถพัฒนาบุคลากรในเรื่องบางเรื่องซะมากกว่า

เมื่อไม่นานมานี้ผมได้มีโอกาสไปจัดงานกึ่งเทรนนิ่งให้กับบริษัทขนาดใหญ่-เก่าแก่ (มาก) ของไทยเจ้านึง concept เขาก็ง่ายๆ ครับ เป็นเชิงพี่คุยกับน้อง แต่พอดีว่าพี่ในทีนี้คือ CEO ใหญ่ของบริษัท มาพูดคุยแบบเป็นกันเองกับพนักงานระดับทั่วไปที่ลงทะเบียนเข้ามา (ประมาณ 150 คน ตามข้อจำกัดของห้องจัดงาน ซึ่งจัดทุกเดือนๆ ละครั้ง) โดยทั่วไปแล้ว เวลา CEO มาพูดในเรื่องอัพเดตทิศทางของบริษัทมักจะเป็นการประชุมกับผู้บริหารระดับสูงก่อน แล้วค่อยถ่ายทอดมายังพนักงาน แต่ในกรณีนี้เป็นการกลับทิศเล็กๆ (แต่ใหญ่ในเชิงวิธีคิดมาก) คือมาเล่าให้น้องๆ ฟัง แล้วถามความเห็น ว่าควรจะทำไหม ทุกคนสามารถเสนอและออกความเห็นอย่างอิสระ (มั้ง) หนึ่งในประเด็นที่เรียกความเห็นได้จากคนส่วนมากในห้องเลยก็คือ การลดความเป็นพิธีการลงไป ศัพท์ HR เรียกกันว่า silo effect เปรียบลำดับชั้นในบริษัท ในแผนกต่างจะมีสายบังคับบัญชา เหมือนอยู่ใน silo ของตัวเอง พนักงานระดับล่างจะเสนออะไรก็ต้องผ่านไปยังผู้บังคับบัญชา ทำให้สารที่แท้จริง หรือปัญหาที่แท้จริงในการทำงานอาจถูกแปลงสาร (เพื่อให้ผู้พูดดูดี) ก่อนจะขึ้นไปถึงระดับผู้บริหารที่มีอำนาจตัดสินใจจริงๆ การลดความเป็นพิธีการตรงนี้ได้ ย่อมทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในการทำงานได้

พนักงานให้ผลตอบรับจากงานนี้ดีมาก พวกเขาว้าวกันมากกับการที่ระดับ CEO เปิดโอกาสให้พนักงานระดับล่างสามารถเสนอข้อคิดในการปรับปรุงการทำงานไปยังผู้บริหารได้โดยตรง...คิดในฐานะคนนอก ผมในฐานะที่ทำงานเชิงเอเจนซี่มาตลอดกลับคิดว่าเรื่องแบบนี้เป็น commonsense นะ เพราะน้ำหนักของการทำงานของผมมักจะทำให้กับผู้ที่มีอำนาจตัดสินใจได้อยู่ตลอด ผมเลยไม่เคยมีปัญหา (หรือไม่กล้า) ที่จะนำเสนออะไรให้กับคนที่เป็นผู้ใหญ่ของบริษัท (ทั้งของตัวเองและของลูกค้า) แต่ก็เข้าใจในมุมของพนักงานระดับล่างที่ไม่มีโอกาสได้คุยโดยตรงกับผู้ใหญ่ของบริษัทว่าแนวคิดนี้มันเวิร์คขนาดไหน เพราะคนระดับปฏิบัติงานย่อมเป็นผู้ที่ได้สัมผัสผู้บริโภค (ลูกค้าของเขา) โดยตรง เขาย่อมเห็นชัดเจนกว่าผู้บริหารระดับกลางหรือสูงอยู่แล้ว

ผมเลยนำกลับมาคิดว่า บางอย่างที่เป็น commonsense ของเรา แต่พอเป็นคนทำงานองค์กรแล้วอะไรที่เป็นเรื่องใหญ่ ที่เขาไม่มี...เวลาได้คุยกับเพื่อนหรือคนรู้จักที่ทำงานในองค์กรขนาดใหญ่สิ่งที่ผมสัมผัสได้ว่าเป็นช่องทางสำคัญที่การเทรนนิ่งสามารถเข้ามาสร้างผลลัพธ์ที่แตกต่างได้มากเลยคือ

  1. ปลายทางของการทำงานคือหัวหน้า ไม่ใช่ผลประโยชน์ของบริษัท : ผมเชื่อว่าทุกคนย่อมเคยรู้สึกว่ามีลูกรักของหัวหน้า หรือลูกนอกคอกที่ทำอะไรก็ผิดไปหมด เพราะการประเมินผลงานมักให้สิทธิไปที่หัวหน้างาน (แม้บางที่จะมีระบบที่ดีมากำกับดูแล) แต่อย่าลืมว่าผลลัพธ์ที่ได้จริงๆ ในการทำงานคนที่ได้ประโยชน์คือองค์กรไม่ใช่หัวหน้างาน ดังนั้นการถูกเอ็นดูหรือไม่เอ็นดูเป็นพิเศษไม่ใช่เรื่องสำคัญมากไปกว่าผลงานที่ตัวเองมี
  2. การคำนึงถึงความคิดเพื่อนร่วมงานมากกว่าการสร้างผลงานในฐานะทีม (teamwork) : แน่นอนว่าเมื่อพนักงานมี mindset ที่ไม่ได้มองผลลัพธ์ที่ปลายทาง ความรู้สึกส่วนตัวว่าทำอะไรลงไปคนอื่นจะคิดยังไงจึงกลายเป็นเรื่องใหญ่กว่าการสร้างความดีความชอบเพราะอาจถูกหมั่นไส้ได้ รวมถึงการประสานกันภายในแผนก / ฝ่าย (ทีม) หรือนอกแผนกที่มองว่าเป็นการชิงดีชิงเด่นมากกว่า ซึ่งนำมาสู่...
  3. การขาดความเข้าใจในหน้าที่ของแผนกอื่น หรือปลายทางที่แท้จริงของบริษัท : ในมุมมองของผมฝ่ายโฆษณามักถูกมองอย่างไม่เข้าใจมากที่สุด ภาพลักษณ์ของฝ่ายโฆษณาของหลายๆ บริษัทมักดูแปลกแยกจากขนบขององค์กรโดยทั่วไป เรื่องนี้เกิดจากความไม่เข้าใจในหน้าที่ๆ แตกต่างของแต่ละฝ่าย
  4. ทำงานตามหน้าที่มากเกินไป : แน่นอนว่า job description เป็นเรื่องสำคัญที่กำกับบทบาทการทำงานของพนักงานคนนั้นๆ แต่ว่าโลกทุกวันนี้เปลี่ยนแปลงเร็วมากกว่า job description การทำแต่ในกรอบย่อมทำให้พนักงานเป็นได้เพียงพนักงานที่ดีแต่ไม่เด่น ไม่สามารถก้าวข้ามจากตำแหน่งที่ตัวเองเป็นอยู่ได้
  5. และ...เป้าหมายของบริษัทไม่ตรงกับเป้าหมายของชีวิตเขา : ถ้าไม่ถึงขั้นขัดกันอย่างสิ้งเชิงการเรียนรู้วัฒนธรรมองค์กรอาจพอช่วยได้ แต่ถ้าขัดกันสุดๆ ก็คงเป็นปัญหา โลกปัจจุบันการทำงานเพื่อเงินเดือนอย่างเดียวไม่เพียงพออีกแล้ว เพราะคนเราไม่ได้ลำบากขนาดปากกันตีนถีบต้องการความมั่นคงเหมือนสมัยก่อน เราทำงานเพื่อความหมายบางอย่าง อย่างน้อยๆ ก็ความสุขของตัวเราเอง

จากแค่ 3 เรื่องนี้ก็สามารถแปลงเป็นหัวข้อการเทรนนิ่งได้มหาศาลละ...entreperneur spirit, proactive, leadership, team building, decision making, presentation skill, outward mindset บลาๆๆ ฯลฯ

ประเด็นสำคัญที่ผมมองว่าเป็นช่องว่างทางการตลาดของบริษัทเทรนนิ่งก็คือการที่พนักงานไม่สามารถเชื่อมโยงชีวิตของเขาเข้ากับชีวิตการทำงานได้ หรือบางทีก็เป็นการเชื่อมโยงมากเกินไป เรามีคำเก๋ๆ อย่าง work - life balance, work hard - play harder แต่คำที่มีความหมายอย่าง work-life satisfaction, life expectancy กับกลายเป็นคำที่ถูกยกให้เป็นวิชาการซะ ไม่ได้ถูกเอามาพูดถึงเพื่อให้เกิดสมดุลในการทำงานและการใช้ชีวิต...

#สมครบคิด #HR #Training

สัปดาห์หน้ามาต่อกันถึงหัวข้อยอดฮิตในวงการ...design thinking โดยเฉพาะประเด็น empathy